เมื่อสงครามไกลตัว… ทำเบี้ยประกันภัยในกระเป๋าเราขยับ: เจาะลึกวิกฤต Claims Inflation 2026
22 เมษายน 2026
600
0
หลายคนอาจสงสัยว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือวิกฤตพลังงานที่ดูเหมือนจะอยู่ไกลตัว เกี่ยวอะไรกับกรมธรรม์ประกันภัยที่วางอยู่ในลิ้นชักบ้านเรา? คำตอบสั้น ๆ คือ “ทุกอย่างเชื่อมโยงกันผ่านต้นทุน” และนี่คือสิ่งที่ทั้งผู้เอาประกันภัยหรือนายหน้าประกันภัยมืออาชีพต้องทำความเข้าใจเพื่อรับมือกับสิ่งที่เรียกว่า ภาวะเงินเฟ้อของค่าสินไหมทดแทน (Claims Inflation)
ภาวะเงินเฟ้อของค่าสินไหมทดแทน (Claims Inflation) คืออะไร?
ภาวะเงินเฟ้อของค่าสินไหมทดแทน (Claims Inflation) หมายถึง การเพิ่มขึ้นของต้นทุนในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมแซม ค่ารักษาพยาบาล ค่าแรงงาน หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายด้าน เช่น อัตราเงินเฟ้อทั่วไป การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้มูลค่าการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในปัจจุบันสูงกว่าในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
เจาะลึกผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อของค่าสินไหมทดแทน (Claims Inflation) ในด้านต่าง ๆ
ภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น (Cost-Push Inflation) กำลังส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยในหลากหลายมิติ ดังนี้
1. การประกันภัยรถยนต์: วิกฤตราคาอะไหล่และห่วงโซ่อุปทาน
กลุ่มรถยนต์ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดจากการพึ่งพาการนำเข้าอะไหล่ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
- ค่าขนส่งที่ก้าวกระโดด เมื่อค่าระวางเรือและค่าธรรมเนียมความเสี่ยงภัยสงครามเพิ่มขึ้น ต้นทุนเหล่านี้จะถูกรวมเข้าไปในราคาอะไหล่นำเข้าทันที ซึ่งนอกจากจะทำให้มูลค่าค่าสินไหมทดแทนสูงขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้ระยะเวลาจัดหาอะไหล่นานขึ้น จนบริษัทประกันภัยอาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่สูงขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ราคาวัตถุดิบผันผวน ในปัจจุบันราคาวัตถุดิบหลัก โดยเฉพาะแร่ธาตุสำคัญอย่างลิเธียม ต้นทุนค่าแรงเฉพาะทาง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีความผันผวนสูงตามสภาวะเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้อะไหล่ของรถยนต์ไฟฟ้ามีราคาที่สูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ “แบตเตอรี่” ที่อาจมีมูลค่าพุ่งสูงจนเกือบเท่ามูลค่ารถยนต์ทั้งคัน ซึ่งประเด็นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของบริษัทประกันภัย เนื่องจากในบางกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ แม้ทางกายภาพจะดูไม่รุนแรงนัก แต่หากก้อนแบตเตอรี่ได้รับความเสียหายจนมีค่าซ่อมแซมสูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด บริษัทประกันภัยอาจจำเป็นต้องตัดสินใจชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน หรือเรียกกันว่าการคืนทุนประกันภัย (Total Loss) แทนการส่งซ่อม ทั้งนี้เพื่อเป็นการบริหารจัดการต้นทุนในระยะยาว ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้พัฒนาแบตเตอรี่โซเดียมไอออน (แบตเตอรี่เกลือ) เพื่อลดการพึ่งพาแร่ธาตุราคาสูงและมุ่งหวังที่จะลดต้นทุนการผลิตให้มีเสถียรภาพมากขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทประกันภัย
2. การประกันภัยทรัพย์สิน: เมื่อค่าก่อสร้างแซงหน้าวงเงินคุ้มครอง
ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ผันผวนตามดัชนีราคาน้ำมันและค่าขนส่งทั่วโลก ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินในปัจจุบันอาจพุ่งสูงขึ้นจนเกินกว่าวงเงินความคุ้มครองที่เคยคาดการณ์ไว้ ดังจะเห็นได้จากสถานการณ์สมมติว่า หากท่านทำประกันอัคคีภัยบ้านไว้เมื่อ 3 ปีก่อน โดยประเมินมูลค่าไว้ที่ 5 ล้านบาท ต่อมาเกิดเหตุในช่วงที่ต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเหล็กหรือปูนพุ่งสูงขึ้น จนทำให้การประเมินราคาก่อสร้างใหม่ในปัจจุบัน อาจพุ่งไปถึง 7 ล้านบาท
จากสถานการณ์สมมติดังกล่าว ย้อนกลับมาสู่ความเสี่ยงที่ต้องระวังในปัจจุบัน ปัจจัยความท้าทายที่ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมประกันภัยต้องเผชิญ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก ซึ่งส่งผลกระทบใน 2 ประเด็นสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือ
- ประเด็นแรก สภาวะการประกันภัยต่ำกว่ามูลค่า (Under insurance) จากความผันผวนของราคาข้างต้น นำไปสู่ความเสี่ยงสำคัญคือ หากเกิดความเสียหาย วงเงินเดิม 5 ล้านบาทจะไม่เพียงพอสำหรับการก่อสร้างอาคารหลังเดิมกลับมาได้ หรือในกรณีเสียหายบางส่วน ผู้เอาประกันภัยอาจได้รับค่าสินไหมทดแทนไม่เต็มจำนวนตามสัดส่วน เนื่องจากทุนประกันภัยไม่ครอบคลุมมูลค่าที่แท้จริงในปัจจุบัน
- ประเด็นที่สอง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) นอกเหนือจากความผันผวนด้านราคา ภัยธรรมชาติในปัจจุบันยังมีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ดินถล่มที่จังหวัดเชียงราย หรือน้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึงเหตุแผ่นดินไหวทั่วประเทศไทยเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการยึดติดกับสถิติในอดีตที่ว่า “พื้นที่นี้ไม่เคยประสบภัย” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เมื่อต้องรับมือกับภัยธรรมชาติใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือแผ่นดินไหวที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
3. การประกันภัยสุขภาพ: เมื่อค่าหมอขยับตามค่าครองชีพ
ภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) มักพุ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเสมอ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญทำให้ค่ารักษาพยาบาลปรับฐานราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือ
- วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม การนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย เช่น หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด หรือการใช้ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy) แม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดระยะเวลาพักฟื้น แต่ก็ตามมาด้วยต้นทุนค่าเครื่องมือและค่าลิขสิทธิ์ยาที่สูงขึ้น
- ต้นทุนการบริหารจัดการที่ขยับขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจ นอกเหนือจากค่าเครื่องมือแพทย์แล้ว โรงพยาบาลยังมีภาระต้นทุนแฝงที่ขยับขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านพลังงานของค่าไฟจากการทำงานของเครื่องมือทางการแพทย์ที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เช่น เครื่องตรวจวัดสัญญาณชีพหรือเครื่องช่วยหายใจในแผนก ICU หรือ CCU และระบบควบคุมความเย็นสำหรับเก็บรักษาเวชภัณฑ์ หรือต้นทุนค่าขนส่งเวชภัณฑ์ในการนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์และยาจากต่างประเทศที่ผันผวนตามค่าระวางเรือและราคาน้ำมันโลก
ซึ่งเมื่อต้นทุนแฝงรอบด้านเหล่านี้ขยับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังผู้เอาประกันภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบที่ต้องระวัง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นสำคัญได้ว่า เมื่อต้นทุนทางการแพทย์ขยับสูงขึ้นรอบด้านเช่นนี้ ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ ส่วนต่างระหว่างค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงกับวงเงินความคุ้มครองที่มีอยู่เดิม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้เอาประกันภัยที่ยังถือกรมธรรม์ประกันภัยรุ่นเก่าที่มีวงเงินจำกัดแบบแยกค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดวงเงินค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการพยาบาล หรือค่าแพทย์เยี่ยมไข้เป็นรายวัน เนื่องจากวงเงินเดิมที่เคยดูว่าเพียงพอในอดีต อาจไม่สามารถรองรับค่ารักษาพยาบาลในยุคปัจจุบันได้อีกต่อไป ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ผู้เอาประกันภัยต้องแบกรับเองมหาศาล ซึ่งเป็นตัวเลขที่แตกต่างจากระดับค่ารักษาพยาบาลในวันที่เริ่มทำประกันภัยอย่างสิ้นเชิง
คู่มือนายหน้าประกันภัย: การปรับตัวในฐานะที่ปรึกษาความเสี่ยง รับมือกับภาวะเงินเฟ้อของค่าสินไหมทดแทน (Claims Inflation)
สำหรับนายหน้าประกันภัย เมื่อเกิดเหตุการณ์ภาวะเงินเฟ้อของค่าสินไหมทดแทน (Claims Inflation) นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่จะแสดงความเป็นมืออาชีพด้วยการดูแลลูกค้าและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าผ่านแนวทางปฏิบัติที่น่าสนใจ ดังนี้
- การสำรวจทุนประกันภัยให้เป็นปัจจุบัน ในฐานะที่ปรึกษาความเสี่ยง นายหน้าประกันภัยควรแนะนำให้ลูกค้าทบทวนมูลค่าทรัพย์สินและทุนประกันภัยให้สอดคล้องกับเรตราคาก่อสร้าง ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม จัดหา หรือซื้อใหม่ในปัจจุบันที่พุ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาวัสดุ ค่าแรงช่าง หรือมูลค่าเฟอร์นิเจอร์และทรัพย์สินต่าง ๆ ภายในบ้าน เพื่อป้องกันปัญหาการทำประกันภัยต่ำกว่ามูลค่า (Under insurance) ที่จะส่งผลให้ผู้เอาประกันภัยได้รับค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่ามูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
- การวางแผนสุขภาพแบบยั่งยืน นายหน้าประกันภัยสามารถนำเสนอทางเลือกที่หลากหลาย เช่นแผนร่วมจ่าย (Co-payment) ควบคู่กับการทำประกันโรคร้ายแรง (Critical Illness) เพื่อเติมเต็มส่วนต่างระหว่าง “ค่ารักษาตามใบเสร็จจริง” และ “เงินก้อนเพื่อชดเชยรายได้” ซึ่งจะช่วยให้เบี้ยประกันภัยเหมาะสมกับงบประมาณของลูกค้าและรักษาความคุ้มครองให้ดูแลลูกค้าได้ในระยะยาว
- การสื่อสารด้วยข้อมูลที่ชัดเจน สิ่งสำคัญคือนายหน้าประกันภัยต้องทำความเข้าใจและอธิบายถึงเหตุผลที่บริษัทประกันภัยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเบี้ยประกันภัยตามสถานการณ์โลก ทั้งจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อทางการแพทย์ ซึ่งการให้ข้อมูลที่โปร่งใสจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากลูกค้าได้เหนือกว่าการตัดสินใจด้วยปัจจัยค่าเบี้ยประกันภัยเพียงอย่างเดียว
- การใช้ความเชี่ยวชาญเคียงข้างลูกค้าในยามเกิดเหตุ นี่คือจุดแข็งที่ระบบดิจิทัลไม่สามารถทดแทนได้ โดยนายหน้าประกันภัยต้องใช้ความเชี่ยวชาญวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงลึกเพื่อจัดสรรผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล (Tailored Solution) รวมถึงบทบาทการเป็นที่ปรึกษาที่พร้อมประสานงานเคียงข้างลูกค้าในวันที่ลูกค้าต้องการที่พึ่งมากที่สุด เพื่อสร้างสายสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกว่าแค่การซื้อขายกรมธรรม์ประกันภัย
บทสรุป: พลิกวิกฤตต้นทุน ให้เป็นโอกาสในการวางแผนที่ยั่งยืน
แม้ความผันผวนของสถานการณ์โลกและภาวะเงินเฟ้อของค่าสินไหมทดแทน (Claims Inflation) จะเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ “การปรับตัวให้เท่าทันความเสี่ยง”
ในมุมของผู้เอาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยควรเร่งตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยให้มีวงเงินความคุ้มครองที่สมดุลกับมูลค่าทรัพย์สินและค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบัน ซึ่งไม่ใช่เพียงการจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือการสร้างเกราะป้องกันทางการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกัน สำหรับนายหน้าประกันภัย นี่คือช่วงเวลาพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพ ในการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายมาเป็นที่ปรึกษาความเสี่ยงที่อยู่เคียงข้างลูกค้า พร้อมมอบข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำและวิเคราะห์ให้เห็นภาพอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนเหนือกว่าการเปรียบเทียบเพียงความคุ้มค่าด้านราคาเบี้ยประกันภัยเพียงประการเดียว ท่ามกลางสภาวะค่าครองชีพและภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อเช่นนี้
บทความโดย คุณอารียา ตันตสุรฤกษ์
ที่ปรึกษา บริษัท ศรีกรุงโบรคเกอร์ จำกัด
ทุกเรื่องประกันภัย สอบถามเรา
ติดต่อโดยตรงได้ที่ สาขาศรีกรุงโบรคเกอร์ ใกล้บ้านท่าน
หรือส่งข้อความทาง Line: @srikrung
ติดต่อผ่าน Facebook: facebook.com/srikrungbroker/
โทรคุยกับ Call Center: 02 867 3899
หรือกรอกข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ
ศรีกรุงโบรคเกอร์ เราพร้อมให้บริการคุณ
- Claims Inflation
- Claims Inflation หรือ ภาวะเงินเฟ้อของค่าสินไหมทดแทน คืออะไร
- Medical Inflation
- Under insurance
- ทำไมเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้า EV ถึงแพง
- บทความประกันภัย
- ประกันรถยนต์ไฟฟ้า EV
- ประกันอัคคีภัย
- ประกันอัคคีภัยบ้านต่ำกว่ามูลค่าคืออะไร
- ภาวะเงินเฟ้อค่าสินไหมทดแทน
- ภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ส่งผลต่อประกันสุขภาพอย่างไร
- วิธีรับมือเบี้ยประกันแพง สำหรับนายหน้าประกันภัย
- เงินเฟ้อทางการแพทย์
- เบี้ยประกันสุขภาพแพงขึ้น