ครม. อนุมัติงบ 15,500 ล้านบาท จัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติให้ประชาชน 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ!
2 กันยายน 2026
1961
5
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับ สำนักงาน คปภ. สมาคมประกันวินาศภัยไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้หารือแนวทางการจัดทำระบบประกันภัยสำหรับภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยี Parametric Insurance หรือการประกันภัยตามดัชนี เช่น ปริมาณน้ำฝน หรือระดับความร้อน ผ่านข้อมูลดาวเทียมและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เข้ามาประเมินความเสียหาย ซึ่งจะช่วยยืนยันการเกิดภัยและอนุมัติเงินชดเชยได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลารอการลงพื้นที่สำรวจเหมือนในอดีต ทำให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์
Key Takeaway
- มติ ครม. อนุมัติงบประมาณ 15,500 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้ประชาชน 30 ล้านครัวเรือน สะท้อนการเปลี่ยนแนวทางบริหารความเสี่ยงของประเทศ จากการใช้งบเยียวยาหลังเกิดเหตุภัยพิบัติไปสู่การถ่ายโอนความเสี่ยงผ่านระบบประกันภัย
- ระบบประกันภัยตามดัชนี หรือ Parametric Insurance จะใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เช่น ปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำ หรือข้อมูลดาวเทียม เป็นเกณฑ์พิจารณาการจ่ายเงินชดเชย จึงช่วยลดระยะเวลาการตรวจสอบความเสียหายและช่วยให้การเยียวยาประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว
- ความคุ้มครองจากภาครัฐมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น แต่อาจไม่เพียงพอต่อความเสียหายทั้งหมดของบ้าน ทรัพย์สิน เครื่องจักร สินค้าคงคลัง และรายได้ที่สูญเสียในระหว่างที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ
- นายหน้าประกันภัยต้องยกระดับบทบาทจากผู้เสนอขายกรมธรรม์สู่ที่ปรึกษาด้านประกันภัย โดยช่วยผู้เอาประกันภัยประเมินช่องว่างความคุ้มครองและเสนอแผนประกันภัยให้เหมาะสมกับชีวิตและร่างกาย ทรัพย์สิน ธุรกิจ และสภาพคล่องทางการเงิน
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ จาก “งบเยียวยาหลังเกิดเหตุ” สู่ “การใช้ระบบประกันภัย”
การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบประมาณสูงถึง 15,500 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้แก่ภาคครัวเรือน ไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยเหลือครั้งคราว หากแต่เป็นสัญญาณเตือนที่สะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้กลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระดับประเทศที่ไม่สามารถพึ่งพาเพียงงบเยียวยาฉุกเฉินแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องอาศัยกลไกทางการเงินอย่างระบบประกันภัยเข้ามาช่วยกระจายความเสี่ยง
หากพิจารณาในมิติการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง การรับมือภัยพิบัติของภาครัฐที่ผ่านมาซึ่งเน้นการจัดสรรงบประมาณเยียวยาหลังเกิดเหตุเป็นหลักนั้น มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา 3 ประการ ดังนี้
- ระยะเวลาในการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิ เนื่องจากขั้นตอนการตรวจสอบและยืนยันความเสียหายต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างรอบคอบ ทำให้กระบวนการเบิกจ่ายต้องใช้ระยะเวลาในการพิสูจน์สิทธิ
- ภาระและความผันผวนด้านงบประมาณ ที่ผ่านมารัฐบาลต้องใช้วงเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุภัยพิบัติสูงถึงราว 40,000 ล้านบาทต่อปี และยังผันผวนตามความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติที่คาดเดาได้ยาก
- การขาดกลไกกระตุ้นการป้องกันเชิงรุก การเน้นพึ่งพางบเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจขาดการเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงด้วยตนเองล่วงหน้า
ดังนั้น การปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายของภาครัฐในครั้งนี้ จึงเป็นการโอนย้ายความเสี่ยงผ่านระบบประกันวินาศภัย ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการเยียวยาผู้ประสบภัยแล้ว ในมุมการบริหารงบประมาณแผ่นดิน รัฐบาลยังใช้เงินจ่ายเบี้ยประกันภัยเพียง 15,500 ล้านบาทต่อปี (ซึ่งน้อยกว่างบเยียวยาแบบเดิม) แต่สามารถสร้างวงเงินคุ้มครองรวมให้แก่ประชาชนได้สูงถึง 75,000 ล้านบาทต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงการใช้เงินงบประมาณที่ลดลงแต่สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศได้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
3 มิติสำคัญสำหรับนายหน้าประกันภัย
การปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายครั้งใหญ่ของภาครัฐไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น แต่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่นายหน้าประกันภัยต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับเปลี่ยนมุมมอง การสื่อสาร และการส่งมอบคุณค่าให้แก่ลูกค้าอย่างเป็นระบบผ่าน 3 มิติสำคัญ ดังนี้
มิติที่ 1 ขอบเขตการช่วยเหลือของภาครัฐ
ประชาชนจำนวนมากยังเข้าใจผิดคิดว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นรัฐบาลจะเข้ามาจ่ายชดเชยให้ทั้งหมด แต่นายหน้าประกันภัยต้องชี้ให้เห็นความจริงว่า “เงินเยียวยาจากภาครัฐมีไว้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นเฉพาะที่อยู่อาศัยระดับครัวเรือนเท่านั้น” ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูกิจการหรือชดเชยความเสียหายให้กลับมาเท่าเดิม
แม้ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติชุดใหม่นี้จะให้ความคุ้มครองค่าสินไหมทดแทนที่อยู่อาศัยสูงสุด 100,000 บาท หรือกรณีเสียชีวิตรายละ 2,000,000 บาท จากภัยน้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว แต่เงินช่วยเหลือดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อพยุงการดำรงชีพเบื้องต้นของภาคครัวเรือนเท่านั้น ไม่อาจครอบคลุมมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงของเครื่องจักร สต็อกสินค้า อาคารโรงงาน รวมถึงความสูญเสียทางรายได้ในระหว่างที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ และภาระดอกเบี้ยธนาคารที่ยังคงเดินอยู่อย่างต่อเนื่อง
มิติที่ 2 ประกันภัยไม่ใช่ “ค่าใช้จ่ายจ่ายทิ้ง” แต่คือ “ต้นทุนการบริหารความเสี่ยง”
ผู้ประกอบการ SME มักมองว่าเบี้ยประกันภัยคือ “ค่าใช้จ่ายจ่ายทิ้ง” แต่ในสถานการณ์ที่ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง การมองเช่นนี้ถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง นายหน้าประกันภัยจึงต้องช่วยปรับมุมมองใหม่ว่า เบี้ยประกันภัยคือ “เกราะคุ้มกันเสถียรภาพทางการเงิน” ที่ควรจัดสรรเป็น “ต้นทุนคงที่ในการดำเนินธุรกิจ” เช่นเดียวกับค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าเช่าสถานที่ ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนได้ชัดเจนจากอัตราการเข้าถึงระบบประกันภัย (Penetration Rate) ของผู้ประกอบการ SME ณ สิ้นปี 2568 ที่อยู่เพียง 16% เมื่อเทียบกับจำนวนธุรกิจจดทะเบียน สะท้อนให้เห็นว่า มีเจ้าของธุรกิจมากกว่า 84% ที่ไม่มีเกราะป้องกันความเสี่ยงใด ๆ ซึ่งหากเกิดไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหวขึ้น อาจกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรงจนถึงขั้นต้องหยุดดำเนินกิจการเนื่องจากขาดเงินทุนหมุนเวียนในการฟื้นฟู
มิติที่ 3 บทบาทใหม่ของนายหน้าประกันภัย จาก “ผู้ขาย” สู่ “ที่ปรึกษาด้านประกันภัย”
นายหน้าประกันภัยที่ไม่ปรับตัวและยังเน้นการขายแบบเดิม ๆ โดยนำเสนอเพียงเรื่องการแข่งขันทางด้านราคาเบี้ยประกันภัย จะเริ่มหมดความสำคัญลง ทิศทางใหม่ที่นายหน้าประกันภัยต้องเดินหน้าไป คือการเป็นที่ปรึกษาด้านประกันภัยใน 3 ด้านหลัก ดังนี้
- ด้านความรู้รอบตัวทางเศรษฐกิจและนโยบาย การนำข่าวนโยบายรัฐบาล เช่น โครงการประกันภัยพิบัติหมื่นล้าน หรือเกณฑ์ Parametric Insurance มาย่อยเป็นความรู้และอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจภาพใหญ่ตลอดจนมองเห็นผลกระทบ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและวางแผนความคุ้มครองได้อย่างเหมาะสม ทั้งในระดับครัวเรือนและระดับธุรกิจ
- ด้านความเข้าใจโครงสร้างความเสี่ยงของลูกค้า การชี้ให้เห็นปัจจัยความเสี่ยงและข้อจำกัดได้อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางของที่อยู่อาศัยในพื้นที่รับน้ำหรือจุดเสี่ยงภัยสำหรับประชาชน ไปจนถึงทำเลที่ตั้งโรงงานและความเสี่ยงที่ธุรกิจจะสะดุดลงเมื่อขาดแคลนวัตถุดิบหรือส่งของไม่ได้
- ด้านการออกแบบทางเลือกในการคุ้มครองที่เหมาะสม การไม่เสนอทุนประกันภัยหรือวงเงินความคุ้มครองที่สูงเกินไปจนเป็นภาระค่าใช้จ่าย หรือต่ำเกินไปจนไม่ครอบคลุมความเสียหายจริง แต่เน้นการจัดความคุ้มครองที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงควบคู่ไปกับกำลังซื้อของประชาชนและสภาพคล่องทางการเงินของกิจการอย่างแท้จริง
สรุปทิศทางขับเคลื่อนสำหรับนายหน้าประกันภัยยุคใหม่
ปรากฏการณ์ที่ ครม. มีมติอนุมัติงบประมาณ 15,500 ล้านบาท เพื่อซื้อประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แก่ประชาชน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องระดับนโยบายของภาครัฐ หรือ สำนักงาน คปภ. เท่านั้น แต่คือ “สัญญาณเตือนครั้งสำคัญระดับประเทศ” ที่สะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติได้เปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
สำหรับนายหน้าประกันภัย การเข้าใจทิศทางนี้จะช่วยยกระดับการทำงานจากการเป็นเพียงผู้เดินเอกสารขายกรมธรรม์ประกันภัย ไปสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านประกันภัยให้แก่ลูกค้า เมื่อนายหน้าประกันภัยสามารถถ่ายทอดความรู้เรื่องขอบเขตมาตรการช่วยเหลือเยียวยาภาครัฐ ชวนลูกค้าปรับมุมมองเรื่องเบี้ยประกันภัยให้เป็นต้นทุนความเสี่ยง และประเมินความเสี่ยงได้อย่างมืออาชีพ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่อาชีพนายหน้าประกันวินาศภัยเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างสังคมที่มีภูมิคุ้มกันทางการเงินให้แก่ประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโครงการประกันภัยพิบัติประชาชน 30 ล้านครัวเรือน ใช้งบ 15,500 ล้านบาทต่อปี
Q: โครงการประกันภัยพิบัติของภาครัฐ วงเงิน 15,500 ล้านบาทต่อปี คืออะไร?
A: คือ แนวทางที่ภาครัฐจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติให้แก่ประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกลไกเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติอย่างเป็นระบบและรวดเร็ว นอกเหนือจากการพึ่งพางบประมาณช่วยเหลือหลังเกิดเหตุภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว
Q: ประกันภัยพิบัติของภาครัฐครอบคลุมภัยธรรมชาติประเภทใดบ้าง?
A: โครงการนี้ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติ 3 ภัย ได้แก่ น้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว โดยขอบเขตภัยที่คุ้มครอง เงื่อนไขการจ่ายเงิน และข้อยกเว้นต่าง ๆ เป็นไปตามการพิจารณาจากรายละเอียดของกรมธรรม์และหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานภาครัฐประกาศใช้
Q: Parametric Insurance คืออะไร?
A: Parametric Insurance หรือประกันภัยตามดัชนี คือ ประกันภัยที่กำหนดการจ่ายเงินชดเชยจากตัวชี้วัดที่ระบุไว้ล่วงหน้า เช่น ปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำ ความเร็วลม หรือความรุนแรงของแผ่นดินไหว เมื่อค่าดัชนีชี้วัดจากแหล่งข้อมูลที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ บริษัทประกันภัยจึงสามารถพิจารณาการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้โดยไม่ต้องรอสำรวจความเสียหายของทรัพย์สินเป็นรายกรณีไป
Q: ประชาชนจะได้รับความคุ้มครองจากโครงการประกันภัยพิบัติเท่าใด?
A: ระบบประกันภัยพิบัติอาจให้ความคุ้มครองความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยสูงสุด 100,000 บาท และกรณีเสียชีวิตสูงสุดรายละ 2,000,000 บาท โดยตั้งเป้าหมายดูแลประชาชนสูงถึง 30 ล้านครัวเรือน ซึ่งสอดคล้องและครอบคลุมจำนวนครัวเรือนทั่วประเทศไทยที่มีอยู่ 29.80 ล้านครัวเรือน ณ สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ ขอบเขตพื้นที่และหลักเกณฑ์การจัดสรรความคุ้มครองจะเป็นไปตามประกาศอย่างเป็นทางการของภาครัฐต่อไป
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
หุ้นวิชั่น. (2569). รัฐไฟเขียว ประกันภัยพิบัติ ช่วยบ้านเสียหายสูงสุด 1 แสนบ. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM. (2569). ปภ. จับมือ คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยฯ หารือแนวทางจัดทำรูปแบบประกันภัยสำหรับภัยธรรมชาติ รับมืออุทกภัย-วาตภัย-แผ่นดินไหว, สมาคมประกันวินาศภัยไทย. เอกสารประกอบการบรรยาย หัวข้อ “การบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจและสังคม”. ใน โครงการเสริมสร้างเครือข่ายพันธมิตรด้านการประกันภัย. จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.). โรงแรม Courtyard by Marriott Phuket Town จังหวัดภูเก็ต. 20 สิงหาคม 2569, สำนักงานสถิติแห่งชาติ.(2569). สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร ณ สิงหาคม 2569 สืบค้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569, บริษัท ไทยอินชัวรันส์ รีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
บทความโดย คุณอารียา ตันตสุรฤกษ์
ที่ปรึกษา บริษัท ศรีกรุงโบรคเกอร์ จำกัด
ทุกเรื่องประกันภัย สอบถามเรา
ติดต่อโดยตรงได้ที่ สาขาศรีกรุงโบรคเกอร์ ใกล้บ้านท่าน
หรือส่งข้อความทาง Line: @srikrung
ติดต่อผ่าน Facebook: facebook.com/srikrungbroker/
โทรคุยกับ Call Center: 02 867 3899
หรือกรอกข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ
ศรีกรุงโบรคเกอร์ เราพร้อมให้บริการคุณ
- Business Interruption
- Parametric Insurance
- การบริหารความเสี่ยงด้วยประกันภัย
- การบริหารความเสี่ยงภัยธรรมชาติ
- การบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติ
- ความคุ้มครองภัยพิบัติ
- บทความประกันภัย
- บทความประกันวินาศภัย
- ประกันภัยความเสียหายทางธุรกิจ
- ประกันภัยธุรกิจ
- ประกันภัยน้ำท่วม
- ประกันภัยพิบัติ
- ประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน
- ประกันภัยภัยธรรมชาติ
- ประกันภัยลมพายุ
- ประกันภัยวาตภัย
- ประกันภัยสำหรับ SME
- ประกันภัยแผ่นดินไหว
- เงินเยียวยาภัยพิบัติ
- โครงการประกันภัยพิบัติภาครัฐ